



เวลาน้ำท่วม เรามักถามกันว่า “ต้นนี้ทนน้ำได้กี่วัน?”
จริง ๆ แล้วตอบเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ครับ เพราะความเสียหายของพืชขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งชนิดพืช พันธุ์ อายุ ระยะการเจริญ ระดับน้ำ และระยะเวลาที่ถูกน้ำท่วม
“น้ำขังที่ราก” กับ “จมน้ำทั้งต้น” คนละเรื่อง
น้ำขังที่ราก ใบยังอยู่เหนือน้ำและรับแสงได้ แต่รากเริ่มขาดอากาศถ้าจมน้ำทั้งต้น ใบรับแสงน้อยลงและแลกเปลี่ยนก๊าซได้ยาก ความเครียดของพืชจึงมากขึ้น ![]()
![]()
ไม้ผลบางชนิดรับน้ำขังได้ค่อนข้างดีกว่าเช่น ชมพู่ มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ละมุด และมะขามแต่คำว่า “#ทนกว่า” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่เสียหาย”ถ้าน้ำขังนาน ต้นอาจชะงัก ระบบรากเสียหาย การออกดอกติดผลและผลผลิตลดลงได้
ไม้ผลบางกลุ่มต้องรีบระบายน้ำเช่น ทุเรียน มะละกอ ส้ม มะนาว กล้วย และมะม่วง
กลุ่มนี้ควรให้ความสำคัญกับการลดน้ำขังบริเวณราก ตรวจราก ใบ และโคนต้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำดินที่ยังแฉะ
ข้าวและพืชไร่ก็แตกต่างกัน ![]()
ข้าวทนน้ำขังได้ แต่ “#น้ำขัง ≠ จมน้ำทั้งต้น”ข้าวบางพันธุ์มีความสามารถรับน้ำท่วมฉับพลันได้ดีกว่าพันธุ์อื่นส่วนข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย และถั่วเหลือง ต้องดูทั้งระยะของพืชและส่วนที่เราเก็บเกี่ยวด้วย
เรื่องที่ต้องจำไว้คือ
“รอดชีวิต ≠ รอดผลผลิต”
บางครั้งต้นยังเขียว ยังแตกยอด หรือยังยืนต้นอยู่ได้ แต่ราก หัว ดอก เมล็ด หรือผลผลิตอาจเสียหายไปแล้ว
เพราะฉะนั้นเวลาเจอพืชหลังน้ำท่วม อย่าดูแค่ว่า “#ท่วมกี่วัน“ให้ดูร่วมกันทั้ง
ชนิดพืช
พันธุ์
อายุและระยะการเจริญ
ระดับน้ำ
ระยะเวลาท่วม
สภาพน้ำและดิน
ความรู้ชุดนี้จึงควรใช้เป็นแนวทางในการประเมินแปลงจริง มากกว่าการใช้ตัวเลขจำนวนวันแบบเดียวกับพืชทุกชนิดครับ ![]()